กำลังโหลดข้อมูลพระธรรม...
วัดดงหนองเป็ด (วัดพระเจ้ามหาเศรษฐี) จ.เชียงราย
วัดดงหนองเป็ด (วัดพระเจ้ามหาเศรษฐี) จ.เชียงราย
วัดดงหนองเป็ด สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
สังกัด: คณะสงฆ์มหานิกาย
ที่ตั้ง: เลขที่ 451 หมู่ที่ 13 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
เนื้อที่: 4 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา
เอกสารสิทธิ์: โฉนดที่ดินเลขที่ 74117 เล่มที่ 742 หน้า 17
พระราชทานวิสุงคามสีมา:
3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 (ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี)
พิธีผูกพัทธสีมาตัดลูกนิมิต:
วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2541
นับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างและบุกเบิกวัดมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๔๘๓ – ปัจจุบัน)
ช่วงระยะเวลา: พ.ศ. 2483 – พ.ศ. 2503
บูรณะพื้นที่วัดร้างเดิม สร้างเสนาสนะเพื่อการปฏิบัติธรรมเจริญกัมมัฏฐาน
ช่วงระยะเวลา: พ.ศ. 2503 – พ.ศ. 2504
สืบทอดการดูแลเสนาสนะและนำพาศรัทธาปฏิบัติธรรม
ช่วงระยะเวลา: พ.ศ. 2504 – พ.ศ. 2511
พัฒนาเสนาสนะและบำรุงพระพุทธศาสนาในชุมชน
ช่วงระยะเวลา: พ.ศ. 2511 – พ.ศ. 2530
สร้างเสริมถาวรวัตถุ กุฏิ ศาลา และทำนุบำรุงวัดให้เจริญรุ่งเรืองยาวนานถึง ๑๙ ปี
ช่วงระยะเวลา: พ.ศ. 2530 – พ.ศ. 2537
ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมและพัฒนาการบริหารงานคณะสงฆ์
ช่วงระยะเวลา: พ.ศ. 2537 – พ.ศ. 2542
ดำเนินการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา (พ.ศ. ๒๕๔๐) และจัดพิธีผูกพัทธสีมาตัดลูกนิมิต (พ.ศ. ๒๕๔๑)
ช่วงระยะเวลา: พ.ศ. 2542 – ปัจจุบัน
ผู้นำการพัฒนาพระอาราม จัดสร้างพระเจ้ามหาเศรษฐี วิหารหลวง และส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

วัดดงหนองเป็ด สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ 451 หมู่ที่ 13 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 74117 เล่มที่ 742 หน้า 17
วัดดงหนองเป็ด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใด มีการสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในบริเวณของวัดเก่ามาก่อน เนื่องจากมีชาวบ้านที่มีภูมิลำเนาใกล้เคียงได้เคยพบฐานเจดีย์เก่าและสิ่งปรักหักพังต่างๆ ในบริเวณดังกล่าว
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2483 มีพระภิกษุชื่อว่า 'พระอิ่นคำ สงคราม' ได้มาแผ้วถางปรับปรุงบริเวณโดยรอบ และได้สร้างเสนาสนะเพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเจริญกัมมัฏฐานของพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ได้มีการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ฯลฯ เป็นลำดับในสมัยต่อมา ด้วยพลังแห่งความสามัคคีและแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวตำบลรอบเวียงและชาวเมืองเชียงราย
วัดดงหนองเป็ดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2540 และได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาตัดลูกนิมิต เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พุทธศักราช 2541 ถือเป็นหมุดหมายแห่งความมั่นคงสมบูรณ์ตามพระธรรมวินัย
“สืบสานศรัทธาจากวัดโบราณ สู่พระอารามร่มเย็นแห่งเมืองเชียงราย”

เอกลักษณ์และศูนย์รวมความเลื่อมใสสูงสุดของวัดดงหนองเป็ด คือ 'พระเจ้ามหาเศรษฐี' ซึ่งจัดสร้างขึ้นด้วยพุทธศิลป์ล้านนาอันวิจิตรงดงามตระการตา มีพุทธลักษณะอันสง่างาม เปี่ยมด้วยพุทธบารมีและมหาเมตตา องค์พระเจ้ามหาเศรษฐีเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวาวางบนพระเพลา นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงสู่พื้นธรณี เรียกพระแม่ธรณีมาเป็นสักขีพยานในการตรัสรู้
นาม 'พระเจ้ามหาเศรษฐี' มีความหมายอันเป็นมงคลยิ่ง สื่อถึงความเป็นเลิศทั้งในด้าน 'อริยทรัพย์' (ทรัพย์ภายใน คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา ทรัพย์อันประเสริฐ ๗ ประการ) และ 'โภคทรัพย์' (ทรัพย์ภายนอก ความอุดมสมบูรณ์ในสัมมาอาชีพ)
สาธุชนจากทั่วทุกสารทิศนิยมเดินทางมากราบไหว้ขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ค้าขายเจริญก้าวหน้า และหลุดพ้นจากอุปสรรคปัญหาทั้งปวง
คาถาบูชาพระเจ้ามหาเศรษฐี: ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วกล่าว 'อิติปิโส ภะคะวา มะหาเสฏฐี พุทธะปูชา มะหาเตชะวันโต มะหาลาโภ มะหายะโส มะหาสิริ ธะนะวันตัง ปะสิทธิเม'
ในปฐมโพธิกาล มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าชมพูบดี พระมเหสีพระนามว่า พระนางกาญจนเทวี ครองเมืองปัญจาลนคร พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมาก ด้วยพระองค์ทรงอาวุธวิเศษเป็นอำนาจเหนือกษัตริย์ทั้งหลาย ถึง ๓ อย่าง คือ ศรวิเศษ เรียกว่า วิษสร ฉลองพระบาทแก้ว และจักรแก้ว มีกษัตริย์ในนครต่างๆ ยอมถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองเป็นเมืองขึ้นมาก ยังไม่มีกษัตริย์นครใดใกล้เคียงจะหาญเข้ามาต่อต้านได้ พระองค์ปรารถนาความยิ่งใหญ่ ไม่ทรงรู้จักพอเช่นเดียวกับคนสามัญทั่วไป เมื่อเห็นกษัตริย์นครใดมีสมบัติมาก มีฤทธิน้อย ก็ทรงใช้วิษสรไปร้อยพระกรรณเอามาหมอบกราบแทบพระบาทให้เป็นเมืองขึ้น
วันหนึ่งเป็นวันพระจันทร์เพ็ญ พญาชมพูบดีทรงทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์งามสว่างอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวในท้องฟ้า ก็ทรงเทียบพระองค์ว่า พระองค์ก็ควรจะมีเดชานุภาพล่วงกษัตริย์ทั้งหมดในชมพูทวีป เหมือนพระจันทร์มีรัศมีล่วงดาวทั้งหลายฉะนั้น ทรงเบิกบานพระทัยด้วยความหวังแน่ในพระทัยเป็นอันมาก จึงทรงฉลองพระบาทแก้วเหาะไปในอากาศทอดพระเนตรดูหัวเมืองทั้งหลายในชมพูทวีป ครั้นเสด็จมาถึงพระนครราชคฤห์ ทรงเห็นยอดปราสาทสูงสล้างงามยิ่งนัก ก็ทรงจินตนาการว่าปราสาทของใครหนอ งามยิ่งกว่าปราสาทของเรา ก็ทรงพิโรษด้วยความริษยา จึงได้เสด็จลงมายกพระบาทขึ้นกระทืบเพื่อจะให้ทำลายลง แต่ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้าคุ้มครองรักษา ในฐานะที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระอริยสาวก เป็นผู้เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างใกล้ชิด ยอดปราสาทของพระองค์ก็ไม่รู้สึกสะเทือนแต่ประการใด
พญาชมพูบดีทรงพิโรธมากยิ่งขึ้น จึงทรงใช้วิษสรเหวี่ยงไปหมายจะทำลายยอดปราสาท แต่วิษสรนั้นก็มิได้ทำอันตรายแก่ปราสาทแต่ประการใด กลับลอยวนรอบยอดปราสาทแล้วกลับมาสู่พระหัตถ์ดังเดิม พญาชมพูบดีทรงแปลกพระทัยยิ่งนัก จึงเสด็จกลับพระนครด้วยความโกรธแค้น และตรัสสั่งให้จัดเตรียมกองทัพเพื่อยกมาตีพระนครราชคฤห์
ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งพระนครราชคฤห์ ทรงทราบข่าวว่าพญาชมพูบดีจะยกทัพมาตี ก็ทรงหวั่นวิตกยิ่งนัก จึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร กราบทูลเรื่องราวทั้งหมด พระพุทธองค์ทรงตรัสปลอบว่า มหาบพิตรอย่าได้ทรงวิตกเลย ตถาคตจะช่วยแก้ไขเรื่องนี้เอง
พระพุทธองค์ทรงมีพุทธบัญชาให้พระวิษณุกรรมเทพบุตร เนรมิตนครราชคฤห์ให้งดงามวิจิตรตระการตายิ่งขึ้นไปอีก ทั้งปราสาทราชวัง ถนนหนทาง สวนอุทยาน ให้เป็นเมืองทิพย์ สง่างามเกินกว่าเมืองใดในชมพูทวีป แล้วทรงมีพุทธบัญชาให้พระอินทร์แปลงเป็นราชทูตไปเชิญพญาชมพูบดีมาเจรจา
พระอินทร์ทรงแปลงเป็นราชทูตรูปงาม ทรงเครื่องอันวิจิตร เสด็จไปยังพระนครปัญจาลนครของพญาชมพูบดี เมื่อพญาชมพูบดีทอดพระเนตรเห็นราชทูตมีรูปโฉมงดงามผิดมนุษย์ ก็ทรงแปลกพระทัย ตรัสถามว่าท่านมาจากเมืองใด ราชทูตกราบทูลว่า ข้าพระองค์มาจากพระนครราชคฤห์ พระราชาแห่งพระนครนั้นทรงใช้ให้มาเชิญมหาราชาเสด็จไปเยือน เพื่อจะได้ทอดพระเนตรความงามอันวิจิตรของพระนคร
พญาชมพูบดีทรงสงสัยว่าเหตุใดราชทูตจากนครราชคฤห์จึงมีรูปร่างงามยิ่งนัก จึงตรัสถามว่า ชาวเมืองราชคฤห์มีรูปร่างงดงามเช่นท่านทุกคนหรือ ราชทูตกราบทูลว่า ข้าพระองค์นั้นเป็นผู้ที่มีรูปร่างอัปลักษณ์ที่สุดในพระนคร ชาวเมืองจึงส่งข้าพระองค์มาเป็นทูต เพราะอายที่จะส่งคนรูปงามมา พญาชมพูบดีทรงแปลกพระทัยยิ่งนัก ทรงดำริว่า ถ้าผู้ที่อัปลักษณ์ที่สุดยังงามถึงเพียงนี้ ชาวเมืองนั้นจะงามสักเพียงใด จึงทรงตกลงพระทัยจะเสด็จไปเยือนพระนครราชคฤห์ด้วยพระองค์เอง
เมื่อพญาชมพูบดีเสด็จถึงพระนครราชคฤห์ ทรงทอดพระเนตรเห็นความงามอันวิจิตรที่พระวิษณุกรรมเนรมิตไว้ ก็ทรงตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก ทรงเห็นชาวเมืองแต่งกายงดงาม บ้านเรือนวิจิตรตระการ ทรงดำริว่าเมืองนี้เป็นเมืองทิพย์โดยแท้ ราชทูตจึงทูลเชิญพญาชมพูบดีเสด็จเข้าเฝ้าพระราชาแห่งพระนคร
เมื่อเสด็จเข้ามาถึงท้องพระโรง ทรงทอดพระเนตรเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งเหนือรัตนบัลลังก์ พระฉัพพรรณรังสีแผ่ออกจากพระวรกาย สว่างไสวจับจิตจับใจยิ่งนัก พญาชมพูบดีซึ่งไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้ามาก่อน ก็ทรงสำคัญว่าเป็นพระราชาแห่งพระนครราชคฤห์ จึงก้มกราบด้วยความเลื่อมใส
พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพญาชมพูบดี ทรงแสดงเรื่องโทษของความโลภ ความโกรธ ความหลง ทรงชี้ให้เห็นว่าอำนาจและสมบัติทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พญาชมพูบดีฟังพระธรรมเทศนาแล้วทรงเกิดปีติโสมนัสยิ่งนัก พระทัยที่เคยแข็งกระด้างด้วยมานะทิฏฐิก็อ่อนลง ทรงเห็นแจ้งในพระธรรม
พญาชมพูบดีทรงเลื่อมใสในพระพุทธองค์เป็นอย่างยิ่ง จึงทรงถอดเครื่องทรงกษัตริย์ คือ มงกุฎ กุณฑล ทองกร พาหุรัด ทับทรวง สังวาล เป็นต้น ทั้งหมดออกถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นพุทธบูชา พระพุทธองค์ทรงรับเครื่องทรงกษัตริย์เหล่านั้น แล้วทรงสวมทรงไว้ พระพุทธรูปปางทรงเครื่องกษัตริย์จึงปรากฏขึ้น ณ กาลนั้น
เหตุนี้เอง 'พระพุทธรูปทรงเครื่อง' หรือ 'พระพุทธรูปปางทรงเครื่องกษัตริย์' จึงมีพุทธลักษณะสวมมงกุฎ ทรงเครื่องราชาภรณ์ ซึ่งเป็นเครื่องทรงที่พญาชมพูบดีถวาย อันเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของพระธรรมเหนืออำนาจทางโลก ชัยชนะของเมตตาธรรมเหนือพลานุภาพ และชัยชนะของปัญญาเหนือความหลงผิด
พญาชมพูบดีได้ทรงสละราชสมบัติ ออกบวชในพระพุทธศาสนา ทรงบำเพ็ญเพียรจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ นับเป็นพุทธปาฏิหาริย์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้พระปัญญาธิคุณและพระมหากรุณาธิคุณ มิได้ใช้กำลังอำนาจ ปราบพญาชมพูบดีผู้มีฤทธิ์มากให้กลับใจ สละมานะทิฏฐิ หันมานับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธรูปทรงเครื่องจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่เคารพบูชาและเป็นมิ่งขวัญอันศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนิกชนสืบมาตราบจนปัจจุบัน
“กราบสักการะพระเจ้ามหาเศรษฐี เสริมสิริมงคลแห่งอริยทรัพย์ ๗ ประการ และโภคทรัพย์อันอุดมสมบูรณ์”

พระอุโบสถ: อาคารทรงไทยประยุกต์ล้านนา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และผูกพัทธสีมาตัดลูกนิมิตเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ภายในประดิษฐานพระประธานและมีจิตรกรรมฝาผนังพุทธประวัติ
วิหารหลวงพระเจ้ามหาเศรษฐี: วิหารขนาดใหญ่ผสมผสานศิลปะล้านนา ประดิษฐานองค์พระเจ้ามหาเศรษฐี ให้บรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ ร่มเย็น และเปี่ยมด้วยความสงบ
โฮงหลวง: สถาปัตยกรรมล้านนาทรงคุณค่า ประกอบไปด้วยห้องพระเจ้ายืน และศาลา ๔ ห้อง ๗๕๐ ปี
ศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์: รองรับการประกอบศาสนกิจ ฟังเทศน์ สวดมนต์ทำวัตร และการปฏิบัติธรรมเจริญจิตตภาวนาของอุบาสกอุบาสิกา
ศาลาบำเพ็ญกุศลและฌาปนสถานปลอดมลพิษ: ให้บริการสาธารณสงเคราะห์แก่ประชาชนในการจัดพิธีศพอย่างสมเกียรติและถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา
“พุทธศิลป์ล้านนาอันงดงาม ผสานด้วยศรัทธาอันแรงกล้า สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าสืบทอดแก่อนุชนรุ่นหลัง”

วัดดงหนองเป็ดส่งเสริมการศึกษาและเรียนรู้พระธรรมวินัยแก่พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชน
เป็นแหล่งเรียนรู้หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา สำหรับเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตามหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จัดกิจกรรมทำวัตรสวดมนต์ ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมในวันพระและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาตลอดทั้งปี
“การศึกษาพระธรรมวินัยเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา ทำให้พระศาสนาดำรงอยู่ได้ยืนนานสืบไป”
สันนิษฐานว่าเป็นวัดเก่ามาก่อน พบฐานเจดีย์เก่าและสิ่งปรักหักพังในบริเวณดงหนองเป็ด
พระอิ่นคำ สงคราม แผ้วถางปรับปรุงพื้นที่ และสร้างเสนาสนะปฏิบัติธรรมเจริญกัมมัฏฐาน
คณะสงฆ์และศรัทธาสร้างกุฏิ ศาลาการเปรียญ และเสนาสนะสืบต่อกันมาถึง ๕ ยุคเจ้าอาวาส
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ พระราชทานวิสุงคามสีมาแก่วัดดงหนองเป็ด
ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาตัดลูกนิมิตอุโบสถ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๑
สร้างพระเจ้ามหาเศรษฐี วิหารหลวง ส่งเสริมการเผยแผ่ธรรม และระบบสาธารณสงเคราะห์ครบวงจร